ต้นตำรับช้างแพนด้า

posted on 28 Jun 2009 22:16 by norton

 

อีกไม่กี่วันจะถึงวันเกิดน้องสาว
แม่ก็เลยเผด็จการเบ็ดเสร็จ
นัดพวกเราไปทำบุญตอนเช้า
และต่อด้วยกินข้าวกัน "ใกล้ ๆ" บ้าน

พวกเราไม่ค่อยเชื่อใจกับคำว่า "ใกล้"
ของแม่สักเท่าไหร่
ใกล้ ๆ ของผมอาจจะเป็นติ่มซำโรงแรมแถวบ้าน
หรืออย่างดีก็เมืองทอง
แต่คงไม่ใช่ "อยุธยาเมืองเก่า" อย่างที่เราไปกัน

แม่บอกกับพ่อว่า
"ไปกินกุ้งแม่น้ำกัน ลูกอยากไป"
อยากไปตรงไหน ?
ช่างเหอะ ... ใช่ว่านี่เป็นครั้งแรก
แม่มักจะชอบไปไหนก็ได้ที่ไกลบ้านมากที่สุด
โดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่น ๆ
จะมีงานท่วมหัวกันมากขนาดไหน

อันที่จริงการไปอยุธยาสำหรับบ้านผม
ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะไปมาเกือบ 30 รอบเห็นจะได้แล้วมั๊งครับ
ไปทำบุญ ... กินข้าว แค่นี้จริง ๆ แล้วก็กลับ
ถึงแม้มันจะใช้เวลาไม่มากอย่างที่ใครบางคนคิดไว้
แต่ผมว่ามันก็ยังห่างไกลจากคำว่า "ใกล้" อยู่ดี

ทางด่วนจากงามวงศ์วานไปแถว ๆ ธรรมศาสตร์รังสิต
ย่นระยะทางได้พอสมควร
เราไปถึงเป้าหมาย "วัดกษัตริยาธิราช" ราวเที่ยง
และปรากฏว่าพระท่านฉันเพลพอดี
พวกเราจึงต้องนั่งรอ "ถวายสังฆทาน" อยู่พักใหญ่

เทคโนโลยีเริ่มเ้ข้ามาวุ่นวายกับเรามาขึ้น
แม้กระทั่งการทำบุญครับ
ตู้ smash cash ตั้งตระหง่านอยู่
ใกล้ ๆ กับบริเวณที่เราจะถวายสังฆทานกัน
เป็นเครื่องที่เราสามารถเอา cash card
อันเดียวกันกับที่ใช้ชำระค่าสินค้าที่ 7-11
เอาบัตรไปแปะ ๆ กด ๆ อะไรนิดหน่อย
ก็ทำบุญได้แล้ว

"ได้บุญทันใจดี"

ในความคิดของผมนะ
แม้ว่ามันจะเป็นการทำบุญเหมือนกันก็จริง
แต่มันก็ดูไม่ค่อย "ขลัง" นะว่ามะ

อย่างไรก็ดี
สักพักนึงพระท่านก็เดินเข้าพร้อมทำพิธี
เรามีเพื่อนทำสังฆทานด้วยอีกกลุ่ม
เป็นคนไทยกับฝรั่งอีก 1 คน
อากาศที่ร้อนสุด ๆ ตอนเที่ยง
ผมเดาไม่ออกว่าเขาบ่นอุบอิบอะไรในลำคอ
แต่พอพิธีเสร็จ ...
ฝรั่งคนนี้ลุกขึ้นอย่างกับก้นติดสปริง
แล้วก็รีบเดินจำอ้าวไปที่รถ

อิ่มบุญกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาอิ่มท้อง
ร้านเดิม "แพกรุงเก่า"
ร้านที่มีกุ้งแม่น้ำเผาที่อร่อยที่สุด
และอาหารไทยตำรับดั้งเดิมอีกมากมาย
เป็นร้านที่แม่ชอบมาก

ผมซัดกุ้งเผาไปตัวครึ่ง
ซึ่งมันอิ่มมากอย่างน่าอัศจรรย์
อันที่จริงกุ้งก็ค่อนข้างตัวใหญ๋
แต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำให้เราอิ่มได้
พอ ๆ กับการกินขาหมูทอด

ปลาทิบทับทอดน้ำปลา
ข้าวผัดกุ้ง
ผัดไทไร้เส้น
ทอดมันกุ้ง
ถูกลำเลียงมาเป็นลำดับไม่ขาดสาย

ยกเว้นเสียแต่ "แกงป่าคอหมูย่าง"
ที่เมื่อทวงถามแล้ว
พนักงานบอกว่า "ช้าหน่อยค่ะพี่"
คอหมูย่างมันย่างนาน

"ทำไมไม่บอกกูก่อนหน้านี้ว่า"
ในใจผมคิด

เมื่อมาช้า ... ก็เอากลับไปกินบ้านแ้ล้วกัน
อิ่มท้องกันเสร็จที่หมายต่อมาคือ "วัดพระใหญ่"
ผมไม่ทราบชื่อเต็มยศของวัดนี้นะครับ
ความน่าสนใจของวัดพระใหญ่ไม่ได้อยู่ที่พระครับ
สำหรับครอบครัวเรานะ
แต่มันอยู่ที่ตลาดขายของบริเวณนั้นต่างหาก

เส้นทางไปยังวัดพระใหญ่
ทำให้เราได้เห็นสิงมีชีวิตพันธุ์ใหม่ของโลกครับ
"ช้างแพนด้า"

ถึงแม้ว่าผมจะแอบเข้าไปดูรูปมัน
ใน pantip มาเมื่อวานนี้เอง
แต่ผมก็ไม่เคยทราบว่า
ตัวจริง ๆ มันอยู่ที่ล้านช้างอยุธยานี่เอง


"ช้างแพนด้าน่ารักกว่าแพนด้า" ในสายตาผม
ผมรู้ึสึกว่าช้างยิ้มง่าย
ไม่รู้สิ ... ผมก็ไม่เคยเห็นแพนด้าตัวเป็น ๆ หรอกนะ
แต่จากรูปที่ถ่ายกันมา
ผมเห็นช้างยิ้มบ่อยกว่าแฮะ

พ่อผมดูจะชื่นชอบที่สุด
หันมามองคอแทบหัก
ทั้ง ๆ ที่เป็นคนขับรถ

รถตรงดิ่งไปที่วัดพระใหญ่
ซึ่งเป็นวัดที่ได้ชื่อว่า "น่าเสี่ยงเซียมซีที่สุด"
ทำไมนะเหรอครับ
จากประสบการณ์อันโชคโชน
ผมว่าใบเซียมซีของวัดนี้
มีใบที่ "โชคดี" มากกว่า "โชคร้าย"

มันซีเรียสขนาดนั้นเลยเหรอ
ขอตอบว่า "ซีเรียสครับ"
จากการตระเวนเสี่ยงเซียมซีมา
วัดอื่น ๆ คุณอาจจะได้รับใบเซียมซีที่สุดโหดร้าย
จนคุณจะต้องรำพันกับตัวเองว่า
ข้อความจากแผ่นกระดาษโทรม ๆ ใบนั้น
"ไม่มีสิ่งดีดีเกิดขึ้นกับตัวชั้นเลยหรือ"

ถ้าคุณยืนกรานว่าจะลอง ...
ได้ครับ
ผมขอแนะนำให้เสี่ยงเซียมซีก่อน
จากนั้นค่อยทำบุญไหว้พระ
ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ไป

ใบเซียมซีที่แสนเจ็บปวด
อาจจะเป็นกุศโลบายให้เราทำบุญมากขึ้นก็ได้
ผมคงไม่มองโลกในแ่ง่ร้ายเกินไปนะ
แต่นั้นแหละ ... คุณก็ลองดูแล้วกัน
สำหรับผม "วัดพระใหญ่" ชัวร์สุดครับ

รายการของที่จะต้องซื้อในวันนี้
ก็หนีไม่พ้น "หมูหวาน" หมักลูกผักชี
กับ "ปลาหมักเกลือตากแห้ง" ทั้งหลาย
พร้อมกับขนมไทย ๆ ต่าง ๆ

อย่าง ขนมเบื้อง
ที่เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพก็หาอร่อยยาก
เพราะว่าทำออก "หวาน" น้ำตาลเรียกป้า
และแน่นอนครับ "โรตีสายไหม"

ถ้าพูดถึงอยุธยากับโรตีสายไหม
เจ้าเก่าดังเดิมของที่นี่ก็คือ "อะบิดีน"
อร่อยกว่าขนาดไหนไม่ทราบ
แต่คราวที่แล้วผมไป
คิวยาวพอ ๆ กับ โรตีบอย
ตอนมาเปิดแถวสยามใหม่ ๆ ก็แล้วกัน

ร้านจะมีสองสาขานะครับ
ร้านหนึ่ง ด้านหน้า 7-11
ที่อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง
เราขับรถผ่านแล้วนับคิวได้ประมาณ 7 คน

"เอาว่ะ"

ลูกชายผู้ประเสริฐเช่นผม
ก็ต้องลงไปต่อคิวซื้อครับ
และที่เห็น 7 คิว ท่าจะไม่เร็วจะแล้ว
เพราะแต่ละคนซื้อกัน 10 ชุด

"ไหน ๆ ก็ต่อคิวแล้ว" คุณป้าท่านนึงพูด

น้องสาวผมลงมาให้กำลังใจ
พร้อมทั้งถกกันอยู่ว่าจะซื้อชุดเล็กหรือชุดใหญ่
เสียงเล็ก ๆ จากสวรรค์ก็ดังขึ้นมาทันที่

"ชุดเล็ก 25 บาท กินคนเดียวพี่"

น้องผู้หญิงเสื้อม่วงน่ารักตรงหน้าเรานี่เอง
"พี่จะซื้อไปแจกคนก็ซื้อชุดเล็กก็ได้พี่"
"พี่มาเที่ยวหรือคะ"

"จ๊ะ" ผมตอบไป
คนแถวนีัอัธยาศัยดีมาก ๆ
ตั้งแต่ที่ตลาดวัดพระใหญ่
แม่ค้าเรียกให้ซื้อไข่เค็ม
รับประกันกันใหญ่ว่าอร่อย

ป้าที่ขายขนมทอดสำทับอีกเสียง
"ไม่อร่อยเอาเปลือกมาปาเลยคะ"
ผมตอบไปว่า
"อ้าวป้าฉลาดนี่ เปลือกไข่มาปามันจะไปเจ็บได้ยังไง"
แม่ค้าหัวเราะกันใหญ่

ต่อคิวนานเหมือนกัน
น้องผู้หญิงเสื้อม่วงเล่าให้เราฟังว่า
คราวก่อนว่าจะได้ซื้อ "เป็นชั่วโมง"

"พี่กินอย่างอื่นทดแทนได้นะจ๊ะนานขนาดนั้น"
ผมคิดในใจ และเดาต่อไปว่า
คนที่อดทนรอไม่ไหวไม่ใช่ผมกับน้อง
แต่เป็น "พ่อ" นี่แหละ

เราเห็นพ่อเดินหลัด ๆ ลงมาจากรถ
เป็นเรื่องราวเดิม ๆ เมื่อต้องต่อคิวซื้ออะไรนาน
"ไปเหอะลูก"

เราร่ำลาน้องเสื้อม่วง
ที่ทำหน้าตาหน้าเหมือนบอกว่า
"ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันหน่อยเหรอพี่"
ผมเองก็ไม่ไหวครับ
แดดร้อนมากและไม่มีทีท่าเลยว่า
เราได้จะซื้อโรตีภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

ความพยายามของพ่อไม่ลดละ
พ่อขับรถไปอะบิดีนอีกสาขา
ตรงถนนเลียบคูเมือง
ซึ่งมีคนต่อแถวจำนวนเท่า ๆ กัน
และแย่ยิ่งกว่าที่ "พนักงานบรรจุสายไหม"
ทำงานได้ ... ช้ามาก
ด้วยใบหน้าที่เหมือน "ตูดช้างแพนด้า" ที่เราเห็น

สุดท้่าย ผมตัดสินใจซื้อร้านเืยื้องกัน
ร้าน "บังดิน"
ไม่ต้องต่อคิว แถมแป้งก็ยังอุ่น ๆ อยู่
ก้าวขึ้นรถไม่ทันหายร้อน
ทุกคนในรถบอกให้แกะออกมาม้วนกินเลย
จะได้รู้ว่ามันอร่อยต่างกันมากไหม

สรุปว่า "อร่อย" ครับ
ต่างกันมาไหม ... ไม่รู้
เพราะพวกเราแทบจะลืมรสชาติ "อะบิดีน" ไปแล้ว

"อร่อยกว่าพี่ที่ทำงานซื้อให้กินเยอะ"
น้องผมสนับสนุน

ก็ดีแล้วหล่ะ
คนลงไปซื้อก็ได้หายเหนื่อยหน่อย

ขากลับเราแวะร้านกาแฟสดร้านเดิม
ซึ่ง "มันไม่เหมือนเดิม" แฮะ
กาแฟแก้วใหญ่ขึ้นและเิพิ่มราคาไปจากเดิม
จาก 40 เป็น 70 บาท
เพิ่มอีกนิดได้ starbuck แล้วนะ
ผมคิดในใจว่า "กระจายรายได้สู่่ชนบท"
ก่อนที่จะบรรจงชิมกาแฟว่าหวานเกินไปหรือไม่

"รสชาติกาแฟเหมือนน้ำล้างตรีน"
ผมคิดในใจและเดาจากสีหน้าของน้องสาว
ซึ่งยกกาแฟซดพร้อมกัน

มาถึงรถ ...
ผมคาดคั้นพ่อว่ารสชาติเป็นไง
"ใช้ได้"
ตามคาดครับ
พ่อผู้มีอคติกับ starbuck ย่อมไว้ฟอร์ม
แต่ภายหลังเมื่อได้ทราบราคาที่แ้ท้จริงของกาแฟ

พวกเราก็ต้องฟังพ่อบ่นอิดออดไปพักใหญ่

และการเดินทางของเราในวันนี้ก็จบลง
ผมว่า "บรรยากาศ" ครอบครัวมันกลับมาอีกครั้งนะ
ไม่รู้สิ ....
ถึงจะเป็น "ครอบครัวประหลาด" หน่อย


แต่มันก็เป็น "ครอบครัวของเรา" แหละว่ะ

edit @ 28 Jun 2009 23:17:57 by norton