"ถ้าชีวิตจริง คนเราแบ่งแยกร่างได้ก็คงดี"
ผมมักจะคิดแบบนี้เสมอนะครับ
เด็ก ๆ ผมเคยฝันว่าจะเป็นอะไรหลายอย่าง
แต่ที่ไม่เคยอยู่ในหัวเลยก็คือ เป็น "หมอ"
เพราะว่าเป็นคนกลัวเลือด และซุ่มซ่ามมาก
"มันคงต้องลืมมีดไว้ในท้องคนไข้" แม่ผมบอก
"หรือไม่ก็ถอนฟันผิดซี่ ถอนซี่แถมซี่ อะไรประมาณนั้น"
ผู้ใหญ่มักจะกดดันเราว่า
"รีบคิดนะ ว่าอยากเป็นอะไร"
ตอนนั้นคิดว่า เป็นวิศวกรก็ได้ เพราะเงินเดือนเยอะ
แต่ในใจผมรู้ตัวดีว่า
ผมมักจะเก่งมาก ๆ ในเรื่องที่ไม่ควรเก่ง
เช่น การเขียนเรียงความ ดนตรี
ประดิษฐ์โน่นประดิษฐ์นี่
ตอนเรียนมัธยม
ผมเริ่มรู้ตัวเองว่า ไม่ค่อยถูกกับ คณิตศาสตร์
จริง ๆ ก็ไม่ได้โง่มากนะครับ
แต่ด้วยความที่ว่า...
ผมเรียนอยูในห้องที่มีคนเก่ง ๆ มารวมกัน
อะไรที่เพื่อนมันคิดได้ ผมมักจะคิดได้ที่หลัง
และด้วยความเซ่อซ่า ผมจะทำผิด!
ผมจึงคิดอยู่เสมอว่า เราคงไปในแนวคณิตวิทย์ไม่ค่อยได้
อย่างไรก็ดี ...
โชคชะตาก็ทำให้ผมต้องเรียนวิศวะ 1 ปี
ก่อนที่จะพบกับตัวเองว่า "ไม่ใชตัวฉันเลย"้
ผมเชื่อว่า ตัวเองไม่เหมาะกับสิ่งที่เครียด ๆ
ทั้งหลายทั้งปวง
ตอนเรียน ป.ตรี
ผมเองไม่มีวี่แววที่จะเขียนอะไรได้
นอกไปจากการตอบข้อสอบด้วยลายมือห่วย ๆ
และเขียนคำด่า "ใส่กระดาษกาว"
ไว้แปะที่หลังเพื่อแกล้งเพื่อน
เรียนจบแล้ว ผมก็เกิดคลั่งไคล้คอมพิวเตอร์ขึ้นมา
จนตัดสินใจเรียนทางด้านนี้เพิ่มอีก
คิดในใจว่า "ทำไมกูไม่เลือกวิศวะคอม ฯ ตอนนั้น"
แต่ก็ต้องยอมรับนะครับ
ว่าคอม ฯ สมัยก่อนหน่ะ มันมีแต่หน้าจอดำ ๆ
แล้วก็ตัวหนังสือที่ไม่สามารถอ่านเป็นภาษาคนได้
หลายปีหลังจากทำงานมาได้สักพัก
ผมได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแล website
ที่บริษัทแห่งหนึ่งในส่วนของโรงแรม
ซึ่งมีหน้าที่ดูและ web โดยรวม
และได้มีโอกาสเขียน content ใน web อยู่หลายส่วน
นี่อาจจะเป็นการจุดประกายเรื่องงานเขียนของผมบ้าง
แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ผมคิดว่า นักเขียน มันต้องสนใจในการเขียนมากกว่านี้
น่าจะเขียนเรื่องให้เพื่อนอ่านได้ ตั้งแต่มัธยมแล้ว
แต่นี่ Diary ส่วนตัวก็ยังไม่มีปัญญาจะเขียนทุกวัน
เมื่อได้ย้ายงานอีกครั้ง
หัวหน้าเสนอให้ผมเขียนคอลัมน์เชิงวิชาการ
ลงในนิตยสารฉบับหนึ่ง
เพื่อโฆษณาบริษัท
หลังจากที่เขียนให้เขาอยู่สองสามเดือน
ทางนิตยสารก็เ้ข้ามาติดต่อให้เป็นนักเขียนประจำ
ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ "ผมไม่เคยคิดว่าจะมี"
หลังจากการเขียนเรื่องคอมพิวเตอร์มาสามปี
ผมเคยคิดจะเขียนหนังสือสอนการใช้โปรแกรมสักเล่ม
ได้ติดต่อกับสำนักพิมพ์แล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาเขียน
อันที่จริง ผมอยากเขียนอะไรที่มันประโลมโลกกว่านี้
แต่ผมคิดว่า "มันคงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก"
เคยรู้สึกไหมว่า
ยิ่งโตมากขึ้น แทนที่เราจะรู้สึกว่า อะไรง่ายขึ้น
แต่เปล่าเลย ...
เรายิ่งไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่าง
ทั้ง ๆ ที่ ในตอนที่เราเด็กกว่านี้ ... เราจะพูดกับมันว่า
"ลุยเลย"
ผมเขียนลงนิตยสารฉบับนั้น อยู่ 2-3 ปี
แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสเขียนอะไรอีกเป็นชิ้นเ็ป็นอัน
เดี๋ยวนี้หนังสือออกมาเยอะมาก
การแข่งขันสูงมากเช่นกัน
คนที่จะอยู่ได้ "ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น"
ตอนนี้ในหัวของผมว่างเปล่า
น่าอายตัวเองเหมือนกัน
"ที่ครั้งนึง อยากเป็นนักเขียน"
หลังจากที่ผมมาทำงานส่วนตัว
ผมได้ทิ้ง งานเขียน และงานแปล เอาไว้เบื้องหลัง
ไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย
ความสามารถในทางภาษาของผมมันแย่ลงเหมือนกัน
รวมทั้งการอัพเดต ความรู้ใหม่ในทางคอมพิวเตอร์
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นมาก
สำหรับคนที่ทำงานในด้านนี้
งานบางอย่าง ถึงแม้ว่า "เงินจะน้อย"
แต่ก็มีคุณค่าทาง "สมอง" และ "จิตใจ" อย่างมากทีเดียว
ผมเองก็พยายามหาโอกาส
ที่จะรับงานเขียนและงานแปลมาทำบ้าง
แต่มันก็ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน
เนื่องจากเราก็ร้างงานพวกนี้ไปนาน
ประกอบกับความไม่ค่อยมั่นใจ
เพราะว่าเราเอง ก็ไม่ได้มีวุฒิมาทางภาษาศาสตร์
ผมลองทำ online resume
เพื่อสมัครงานทางด้านงานแปลอยู่บ้าง
มีบางบริษัทติดต่อมา
แต่ก็เป็นช่วงที่เราไม่ว่างซะนี่
นี่ละครับ
ความฝันในเรื่องของ "การเป็นนักเขียน" ของผม
ผมคิดว่า ถ้าผมตั้งใจกว่านี้
ผมอาจจะได้เป็นนักเขียน
ในสาขาใดสาขานึงก็ได้
อาจจะไม่ได้เขียนอะไรอย่างที่เราฝัน
แต่ก็อาจจะได้เีขียนอะไร อย่างที่ผู้คนอยากอ่าน
ก็เป็นได้ ....

เกี่ยวกันไหม... แต่ก็สู้ๆๆ นะครีบ เอาใจช่วย
จำได้ว่าตอนนั้นลุยเขียนจีบนิตยสารอยู่นานกว่า 11 เดือน
ก่อนที่จะได้เขียนเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็เขียนได้แค่ 1 ปีเศษแบบไม่ตะติดตะต่อ
ตอนนี้กำลังจะหาทางกลับไปเขียนต่อ
เลยมาสร้างบล็อกเอาไว้ใช้สำหรับลองมือ
หากเคยเขียนย่อมรู้ดีว่า การไม่เขียนนานๆมันสร้างความห่างเหินขนาดไหน
#1 By ขอรบกวนทั้งชุดนอน on 2007-11-23 00:12