วันนี้ไม่มีอะไรมาก

ก็ไอ้ "ไม่มีอะไรมาก"
นี่แหละที่ทำให้ "เหงา"

ผมคิดว่าตัวเองสมองตีบตัน
จึงได้ตัดสินใจออกจากออฟฟิศไปตอนกลางวัน
เพื่อไปหาที่นั่งคิดอะไรต่ออะไร
ให้มันปลอดโปร่งเสียบ้าง

ผมมีที่เที่ยวใหม่ที่ไม่ไกลบ้านมากนัก
"เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ"
จากบ้านแถวงามวงศ์วาน
ผมขับรถขึ้นทางด่วนไปสิบกว่านาที
ก็ถึงที่หมายแล้ว

แล้วมันดีกว่าห้างเดอะมอลล์แถวบ้านยังไง?

อย่างแรกคือ มันให้จอดรถฟรีทั้งวัน
วันเสาร์อาทิตย์ ... ถ้าเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ
ก็ไปแต่เช้า เอารถไปจอด
หาร้านนั่งทำงาน หรือ จะนั่ง food center ก็ได้
ประหยัดแอร์บ้านได้ทั้งวัน

อย่างที่สองคือ มันใหญ๋มาก
ก็ใหญ่ที่สุดและเดิร์นที่สุดในย่านนี้แล้วหล่ะ
แต่แปลกที่ว่าคนไม่ค่อยผลุกผล่าน
สังเกตว่าในวันธรรมดา
ห้างจะเปิดทำการ 11 โมงและปิด 3 ทุ่่มครึ่ง
ดีเหมือนกัน ... ผมจะได้ไม่ต้องเจอใคร

ผมไปถึงราว 16.00 น,
ที่จอดรถเยอะดี
เดินเข้าไปใน food center
กะว่าจะกิน "แหนมเนือง" ราคาประหยัดสักหน่อย
ปรากฏว่า "เลิกขาย" เสียแล้ว
และสังเกตว่ามีหลายร้านเลิกกิจการไปแล้ว

คนกิน food center ที่นี่น้อย
เป็นเพราะว่าภายในห้าง
มีร้านอาหารให้เลือกสรรอยู่มาก
แถมบางที ...
ราคาก็แพงว่าอาหารใน food center นิดเดียว
มีคนมาค่อยบริการคุณอีก
จะเลือกกินที่ไหนหล่ะ ?

อาหารใน food center เดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะถูกนะครับ
ทำจานใหญ่ก็จริง
แต่วัตถุดิบที่ให้มันก็น้อยและไม่ค่อยได้คุณภาพ
วันก่อนไปทานสลับไก่ทอดที่ห้างหนึ่ง
มันเอาถั่วแดงเน่า ๆ ใส่มาให้ผมในจาน
ขายในราคาจานละ 65 บาท
กินไปแทบอ๊วก

ผมถึงได้ติด
ที่ต้องทำอาหารกินเองอยู่ทุกวัน
วันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
ก็ยังกินไปนึกถึงกับข้าวทำเองอยู่ทุกครั้ง
ก็มันทั้งอร่อยกว่าและมีเนื้อมีหนังเยอะกว่าจริง ๆ
แถมประหยัดอีกต่างหาก
ไม่ได้โม้นะครับ

สรุปว่าผมนั่งทานไก่เคเอฟซี
เพราะคูปองลดราคาใกล้จะหมดอายุแล้ว
ไอติมอีกโคน ...
อยากจะกินไอติมถ้วยใหญ๋ ๆ
แต่วันก่อนดันตะบะแตกซัดเบียร์ไป
ก็เลยต้องลดความอ้วนเป็นการชดเชย

น้ำหนักของผมเริ่มคงที่
อยู่ที่ 56-57 กิโลกรัม
(จากเดิม 76 T_T)

จริง ๆ ถ้าเราไม่กินเบียร์ทุกวัน
เราก็ไม่มีทางอ้วนหรอกครับ
สำหรับผมนะ
แล้วก็อย่าทานแป้งเยอะก็เท่านั้นเอง
ออกกำลังกายบ้างตามสมควร

ผมนั่งอ่านหนังสือต่อ
และตัดสินใจว่าจะซื้อที่ตั้งสายกีต้าร์
พอดีแม่โทรมาใช้ให้ไปซื้อขนม
เลยลืมสนิท ... กลับมาร้านดนตรีปิดไปแล้ว

ร้านขายกีต้าร์ก็เป็นอีกอย่างที่ผมชอบมาก
สำหรับห้างนี้นะครับ
จะซื้อกีต้าร์สักตัวมันก็ต้องลองนานเลยหล่ะ
ผมก็อาศัยลองในร้านแล้วออกมาซื้อมือสองเอา
ก็ยุคประหยัดนี่ครับ ...
แต่ผมก็ซื้อของอย่างอื่นในร้านเขาเยอะนะ
และหวังว่าในอนาคตจะได้อุดหนุนกีต้าร์ในร้าน
สักตัวสองตัว

หลังจากซื้อของให้แม่ได้ครบ
ผมก็กลับบ้าน ...

เดี๋ยวนี้ที่บ้านผมเงียบเหงา
ตั้งแต่พ่อกับแม่ทะเลากันคราวก่อน
เรื่องที่พ่อสามารถบังคับแม่ให้ไปงานญาติได้ทุกครั้ง
ตลอดชีวิตของเขา
แต่ครั้งสุดท้าย ... แม่ไม่ยอมไป

ก็เลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

พ่อเลยไม่ยอมพูดกับแม่ไปพักใหญ่
และพยายามทำให้แม่ "เจ็บปวด"
ด้วยการออกจากบ้านทุกวันโดยไม่บอกกล่าว

ก็คงออกไปสมาคมกับ "เสื้อแดง" นั่นแหละครับ
ผมบอกตามตรงว่าเบื่อการเมืองมาก
และไม่สังกัด "สีไหน" ทั้งนั้น
เวลาพ่อเอ่ยปากเรื่องการเมือง..ทุกคนจะเบื่อ
จากที่ชอบพูดเรื่องที่ไม่ค่อยทำให้คนมีความสุขอยู่แล้ว
ยิ่งน่าเบื่อขึ้นไปอีก

พ่อออกจากบ้านเกือบทุกวัน
ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้ไ่ม่ค่อยมีงาน
... ผมคิดว่าพ่อก็คงไป "สมาคม" พวกนี้นะแหละ
ในขณะที่แม่สงสัยว่า

"พ่ออาจจะมีเมียน้อย"

ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ
ผมก็ได้แต่ปลอบใจว่า
ถ้ามันมีจริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราต้อง "ทำใจ"

ก็น่าเห็นใจพ่อนะ
อยู่บ้านก็ไม่มีคนให้คุยด้วย
ผมเองก็ "ไม่ค่อยถูกกับพ่อ"
ผมมักจะหลบหน้าพ่อเสมอ
หรือไม่ก็อยู่ให้ห่างจากเขาไว้เป็นดี

พ่อติดนิสัยชอบบ่นชอบด่า
มาตั้งแต่ผมจำความได้
เมื่อก่อนผมถูกด่าทุกวัน
"ถูกด่าทุกวันจริง ๆ ครับ"
เรื่องไม่เป็นเรื่อง
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ้างครั้งก็ผ่อนให้กันได้บ้าง
แต่กลับไม่มีสำหรับพ่อ

อีกทั้งการ "ใช้ความเป็นพ่อ"
บังคับให้เราต้องทำอะไรหลายอย่างที่เราไม่อยากทำ
ตัวอย่างเช่น
ให้ผมเดินไปหยิบไม้จิ้มฟันในร้านอาหาร
ที่เราไม่ได้ไปกิน
เป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ่มีระดับเลยนะครับ
แล้วอ้างว่า ใช้ให้เราไปทำเพื่อ "ฝึกความกล้า"
ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่า
มันเป็นการ "ฝึกความหน้าด้าน" มากกว่า


นี่เป็นส่วนหนึ่งนะครับ
อย่างนี้แหละ
มันทำให้ผมไม่เคยมีความสุขเลย
เวลาที่อยู่ใกล้เขา

ไม่มีวันไหนเลยที่กลับมาจากโรงเรียนแล้วไม่ถูกด่า
ทั้ง ๆ ที่ความประพฤติดี เรียนก็ดี อยู่ห้อง 1 ตลอดอย่างผม
สอบเข้าที่ไหนไม่เคยพลาด
แต่ไม่เคยทำอะไรถูกใจพ่อ
และพ่อก็ไม่เคยสนใจว่าเราจะอยู่ในบ้านอย่างไร

เมื่อก่อนบ้านผมจะมีห้องแอร์ 1 ห้อง
เป็นที่ที่ พ่อ แม่ และน้องเข้าไปดูทีวีด้วยกัน
แต่ไม่ใช่ที่สำหรับผม
ผมเข้าไปอยู่ได้แค่ 1 นาที
ก็จะมีเสียงด่า อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ
นั่งไม่ถูกท่า พูดไม่เข้าหูอะไรบ้าง
มันเลยทำให้ผมทำตัวแยกออกมาจากพ่อนับแต่นั้น

ผมเคยทะเลาะกับพ่อ
แล้วพ่อชอบขู่ว่า
"ต่อไปนี้ไม่ต้องเป็นพ่อลูกกันอีกเลยไหม"

มีอยู่ครั้งนึงที่ผมทนไม่ไหวแล้ว
บอกว่า "ก็ได้"

ผมงงมาก
พ่อกลับมีท่าทีเสียใจอย่างนัก
แล้วก็ให้แม่มาพูดกับผม
ให้ไปบอกเขาว่า ที่พูดไป "เราไม่ได้คิดอะไร"
แต่ตอนนั้นผมคิดนะ
คิดว่า "ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้อยู่สงบ ๆ บ้าง"


ผมเคยไม่พูดกับพ่อนาน 1 ปี
การทะเลาะกันทุกครั้ง "ลูกจะต้องผิดตลอด"
ลูกจะถูกได้อย่างไร
คุณไม่สามารถเถียงหรือขึ้นเสียงใด ๆ ได้
ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
"การขึ้นเสียงกับพ่อแม่" เป็นเหตุผลหลัก
ที่จะทำให้คุณพ่ายแพ้

จนในที่สุด
การทะเลาะกันทุกครั้งไม่ใช่การนั่งคุย
และแก้ปัญหา ...
แต่กลายเป็นว่า "เป็นผมอีกแล้ว"
ที่พูดจาไม่ดีกับพ่อ

ครั้งนั้น ... ผมสุดจะหาวิธีการแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้
ผมตัดสินใจบอกกับพ่อว่า "เราต่างคนต่างอยู่เถอะ"
ในเมื่อพูดกันไปก็เท่านั้น
พ่อไม่เคยฟังเรา
ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด
ไม่เคยขอโทษ

และการทะเลาะกันก็มีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
มันไม่ใช่ความดี ความเลว
มันคือตัวตนของผมเสียมากกว่า
ที่พ่อไม่ชอบ

คุณอาจจะหาว่าผมอกตัญญู
แต่ถ้าคุณต้องกลับมาบ้าน
แล้วโดนคน ๆ นึงด่าทุกวัน
พูดอะไรผิดหูหน่อยก็ด่า
คุณก็จะเข้าใจว่า
คุณไม่มีทางจะทำอะไรให้เขาหยุดด่าได้
นอกจาก "ต่างคนต่างอยู่"

1 ปีผ่านไป
"ไม่มีประโยชน์อะไร"
พ่อพร่ำแต่เสียใจ
บ่นให้คนโน้นคนนี้ฟัง
"เขาผิดอะไร"
เขาไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นยังไง
ทั้ง ๆ ที่ทุกคนในบ้านเข้าใจได้ดี

ระบบบูรณาญาสิทธิราชย์
ที่พ่อเอามาประยุกต์ใช้กับครอบครัวมันไม่ได้ผล
คนเราอยู่ร่วมกัน ... มันต้องเติมความสุขให้แก่กัน
ต้องเห็นอกเห็นใจกัน
ไม่ใช่พ่อแม่เป็นเ้จ้าของบ้านแล้วทำอะไรก็ได้เสียเมื่อไหร่

แต่ในเมื่อการ "ไม่พูดกับพ่อ" ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
ผมกลับมาคุยกับพ่ออีกครั้ง
เพราะสงสาร
พ่อไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร
ไม่เคยโทษตัวเอง ... และไม่ยอมรับผิด
มีแต่เสียใจว่าทำไมลูกถึงทำกับเขาแบบนี้
และก็คงอายเวลาออกไปไหนแล้วผมไม่พูดด้วย

ผมเข้าใจพ่อนะ
แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้
และผมเองก็อยากใช้ชีวิตในบ้านอย่างมีความสุข
ไม่ต้องมีเสียงหัวเราะก็ได้
แต่ขอให้มีมุมสงบเล็ก ๆ สำหรับผม
ผมถึงได้ชอบเล่นดนตรี
เพราะมันเหมือนสร้างเกราะบางใส
ล้อมรอบตัวเราเวลาที่เราเล่น
และน่าแปลก
ที่มันทำให้ผมรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันที
เมื่อได้เล่นดนตรีสักเพลงสองเพลง

พอพ่อแก่ตัวลง
เขากลับจะให้ความสนใจกับผมมากขึ้น
เหมือนอยากจะ "แก้ตัว"
จริง ๆ เขาก็ทำอะไรหลายอย่างเพื่อผม
แล้วผมก็รู้ซึ้งถึงมันดี
เพียงแต่รสนิยม ความชอบ ชีวิตประจำวันของเรา
มันอยู่ร่วมกันไม่่ค่อยจะได้เท่านั้นเอง
ผมเล่นดนตรี พ่อดูมวย
ผมดู MV พ่อดูหนัง Action

แล้วพ่อก็เอาแต่ใจตัวเองมากเสียด้วย
ถ้าอยู่ร่วมกันได้ก็คือ "ผมต้องทน"
ซึ่งมันไม่เกิดผลดีใด ๆ
นั่งทน ... ฝังแค้นกันไปบาปกรรมเปล่า ๆ
ผมจึงว่า การที่เราถอยออกมาจากกันหน่อย
ประโยคสนทนาน้อยครั้ง แต่ทำให้ชื่นใจ
มันก็ยังดีกว่าทะเลาะกันทุกวัน

เหมือนว่าจะมีน้องและแม่เป็นตัวเชื่อมที่ดี
แต่แม่ก็ดันทะเลาะกับพ่อซะงั้น
แล้วน้องผมก็ยุ่ง ๆ ในช่วงนี้
ผมยังแทบไม่ได้คุยกับน้อง

เป็นไปโดยอัตโนมัติ
ที่เวลาเห็นพ่อที่ไหน ... ผมมักจะคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ
เป็นความเคยชินแล้วหล่ะ
แล้วพ่อก็จะพูดแบบน้อยใจว่า
"หลบพ่อทำไม"
ใครจะไปรู้ว่าวันนี้จะมาอารมณ์ไหน

ผมมักใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เป็นออฟฟิศ
บางวันก็นอนที่นี่เลย
มันทำให้ผมมีความสุขขึ้นมาก
ถึงแม้จะ "เหงา" ไปบ้าง
แต่ถ้าเทียบกับ "ความวุ่นวาย"
ผมก็ยอมแลกกัน

ใครว่า "ความเหงาน่ากลัว"
ผมเถียงขาดใจเลยครับ
เพราะว่าผมกับความเหงาเป็นเพื่อนกัน
มานานแสนนาน
จนคิดว่าผมอาจจะตายไปพร้อมกับมัน

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

... บางครั้งความเหงาก็ทำให้เราเข้าใจ อะไรๆได้ดีขึ้น

... บางครั้งความเหงาก็แสนอบอุ่น ...

เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ


surprised smile surprised smile

#1 By [[ FunGi ]] on 2009-06-26 00:53

ขอบคุณครับ

#2 By norton on 2009-06-27 22:53

อยากมีความเหงาเป็นเพื่อนเหมือนกัลค่ะ
บางทีอาจจะดีกว่าตอนนี้10เท่า

#3 By (118.172.1.55) on 2009-10-18 20:21